เ มื่ อ ส า ย ล ม ห น า ว ม า เ ยื อ น

Number of View: 1575

“ …หอมเอยหอมดอกกระถิน
รวยระรินเคล้ากลิ่นกองฟาง
เห็ดตับเต่าขึ้นอยู่ริมเถาหญ้านาง
แลเห็นบัวสล้าง….…”

เสียงเพลงจากบ้านใกล้เรือนเคียง ดังแว่วมาตามลม เสียงนกจากกอไผ่ข้างบ้านกำลังออกหากินเซ็งแซ่ ผสมผสานกับเสียงขันเจื้อยแจ้วของไก่แจ้จากใต้ถุนบ้าน ปลุกฉันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางมองเห็นเพียงแสงทองรำไรที่ปลายขอบฟ้า…ยามเช้าที่บ้านต่างจังหวัดในวันนี้ สงบและอบอุ่น ต่างกันกับยามเช้าที่กรุงเทพฯ เมื่อวันวานที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง

เมื่อวานนี้ฉันยังต้องตื่นแต่เช้า ทำทุกอย่างแข่งกับเวลาและหน้าที่ ไม่มีแม้แต่เวลานึกถึงความฝัน นอกจากเร่งรุดเพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทางเท่านั้น แต่ในวันนี้ ที่บ้านสวนยามเช้าแสนสงบ กับชีวิตที่ไม่ต้องเร่งรีบร้อนรน นอกจากปล่อยให้หัวใจโบยบินไปตามทางที่

ปรารถนา

ลมหนาวในช่วงปลายเดือนธันวาคมปีนี้ค่อนข้างหนาว ทำให้ฉันต้องห่อไหล่กระชับเสื้อหนาวแนบกาย นอกหน้าต่างไกลออกไปที่ปลายขอบฟ้า แสงสีทองทอทาบสลับสีเหลืองส้มอมชมพูแซมฟ้ากระจ่าง ราวกับมีจิตรกรมาระบายสีให้ ม่านหมอกสีขาวบางเบา ลอยตัวอ้อยอิ่งอยู่ทั่วบริเวณบ้าน ดอกจำปีสูงเกือบเลยหลังคาห้องนอน กำลังออกดอกสะพรั่งส่งกลิ่นหอมกรุ่นมาตามลม บางดอกเพิ่งบานในวันนี้ดูสดใสร่าเริงกลีบขาวอวบอิ่ม บางดอกร่วงโรยกลีบแห้งร่วงหล่นอยู่ใต้ต้น บางส่วนถูกลมพัดไปซุกตัวอยู่ริมระเบียงอย่างเหงาๆ ดอกที่เพิ่งแรกแย้มเอนไหวไปตามกิ่งก้าน เมื่อถูกลมพัดคล้ายโบกมือทักทาย ต้อนรับวันปีใหม่ส่งท้ายวันปีเก่าให้กับฉัน

นึกถึงความหวังลมๆแล้งๆ ของตัวเอง ในวันสิ้นปีของหลายๆ ปีที่ผ่านมา ที่เคยหวังว่าจะชีวิตจะสดใสขึ้น เมื่อปีใหม่ในวันพรุ่งมาเยือน แล้วทิ้งความเศร้าโศกเสียใจไว้ให้เป็นเพียงความหลัง แต่สุดท้ายก็ไม่มีความหวังใดๆ หลงเหลือเพราะมีแต่การสูญเสียเท่านั้นที่มักพบพาน หากแต่ฉันก็ยังหวังอย่างนั้นทุกปี รวมทั้งปีใหม่ที่กำลังมาเยือนในวันพรุ่งนี้ ความหวังมักทำให้ชีวิตมีสีสันและมีคุณค่าเสมอ ฉันจึงยังคงหวังอยู่เสมอตราบเท่าที่ยังมีชีวิต แม้ไม่เคยสมดังหวังเลยสักครั้ง

ที่ลานดินหน้าบ้าน พ่อกำลังกวาดเศษใบไม้แห้ง ที่หล่นอยู่เต็มลานไปรวมกันไว้ข้างกอไผ่ มีเจ้าหลานชายตัวน้อยเดินตามต้อยๆ คอยดักหน้าดักหลัง ถามโน่นถามนี่ด้วยความสงสัยใคร่รู้ เป็นภาพคุ้นชินที่ฉันจำได้ลางๆ ว่าเมื่อก่อนฉันเคยเป็นเด็กหญิงตัวน้อย ๆ เดินตามพ่อแบบนี้

แม่กำลังใส่บาตรพระสองสามรูปอยู่ริมถนน ภาพนั้นทำให้ฉันคิดถึงย่า คิดถึงหน้าหนาวตอนที่ฉันยังเด็ก เป็นหน้าหนาวที่หนาวจัด เช้ามืดฉันจะวิ่งไปหาย่าที่อยู่บ้านข้างๆ ซึ่งไม่ไกลกันมากนัก เพียงมุดรั้วกระถินข้ามไปไม่กี่ก้าวก็ถึง ย่าจะตื่นแต่เช้ามืดก่อไฟผิงเพื่อบรรเทาความหนาว ในขณะที่รอพระมาบิณฑบาต ฉันกับพี่ๆ จะวิ่งไปบ้านย่าอาศัยผิงไฟกับย่าทุกวันจนกว่าหน้าหนาวจะหมดไป ที่จริงการผิงไฟเพียงอย่างเดียวคงไม่ทำให้ฉันสนุกและจดจำมาได้ทุกวันนี้ แต่เพราะกิจกรรมที่เราจะทำกันเสมอในขณะที่ผิงไฟอยู่คือการเผาเผือก เผามันและเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ แล้วแย่งกันกินอย่างเอร็ดอร่อย รวมทั้งการหยอกล้อพูดคุยทักทายกันระหว่างพี่น้อง ก่อนที่ทุกคนจะทิ้งฉันไว้เพียงเดียวดาย หลังจากที่ไฟกองนั้นมอดดับลง พวกเราก็แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง พี่ๆ ก็จะสาละวนในการแต่งตัวเพื่อไปโรงเรียน หน้าที่ของฉันในตอนนั้นคงเป็นการร้องไห้ตามพี่ๆ ไปโรงเรียนนั่นเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แม่จะล้อฉันอยู่เสมอ ค่าที่ว่าฉันทำหน้าที่นี้อย่างเคร่งครัดทุกวัน โดยไม่เคยขาดตกบกพร่อง

หน้าหนาวในสมัยนี้แทบจะไม่รู้สึกว่าหนาว หรือเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีหน้าหนาวมาให้สัมผัส ฤดูกาลที่เคยเที่ยงแท้กลับแปรเปลี่ยนไป ด้วยการกระทำที่เห็นแก่ได้ของคนบางกลุ่ม แต่ส่งผลกระทบถึงสังคมส่วนรวม จนสายเกินกว่าที่จะแก้ไข คงทำได้เพียงภาวนาให้ทุกสิ่งเลวร้ายลงให้น้อยที่สุดเท่านั้นในปัจจุบันนี้ หากแต่ความจริงกลับตรงกันข้ามกับคำภาวนาอย่างคาดไม่ถึง

ยามเยาว์วัย เมื่อหน้าหนาวผ่านมาครั้งใด สิ่งที่ฉันกลัวที่สุดคือความเจ็บแสบจากการถูกขัดตัวด้วยมะขามเปียก ย่ามักจะกำชับให้แม่ขัดตัวให้ฉันทุกวันในหน้าหนาว เมื่อกลับจากการวิ่งเล่นสนุกสนานจนได้เวลาอาบน้ำ แม่บอกว่าใช้มะขามเปียกขัดแล้วจะทำให้ผิวไม่แตก ฉันไม่เคยถามแม่สักทีว่าเพราะอะไร แต่มันก็พิสูจน์ว่าได้ผลตามที่แม่บอก เพราะที่ผิวของฉันไม่เคยแตกเลยในขณะที่ผิวของเพื่อนๆ แตกกันทุกคนเมื่อวันที่ลมหนาวมาเยือน

ฉันกับย่า ผูกพันกันน้อยมาก ด้วยความแตกต่างแห่งวัยและความสนใจที่ต่างกัน ฉันรำคาญย่าในบางครั้ง ที่ย่ามักจู้จี้จุกจิกและบ่นว่าเมื่อฉันซุกซนอยู่เสมอ แต่เมื่อถึงวันที่ย่าจากไป การผิงไฟในตอนเช้าก็ห่างหายไปจากชีวิตนับแต่นั้น ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าส่วนหนึ่งในชีวิตหายไป ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองคุ้นเคยที่จะผิงไฟกับย่าในตอนเช้า คุ้นเคยกับภาพที่ย่างกๆ เงิ่นๆ อุ้มขันข้าวขึ้นภาวนาก่อนใส่บาตรพระอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ให้ข้าวก้นบาตรฉันกินโดยบอกว่ากินแล้วจะฉลาด จนกลายมาเป็นความผูกพันลึกซึ้งโดยที่ฉันไม่รู้ตัวเลยสักนิด

และเมื่อวันแห่งการสูญเสียมาเยือน วันที่ฉันมีเพียงความทรงจำและภาพถ่ายของย่าไว้ให้ระลึกถึง ในยามที่โหยหาวันคืนเก่าๆ ทำให้ฉันได้รู้ว่า ย่าอยู่ในใจของฉันตลอดมาและฉันก็รักย่าเหลือเกิน อากาศหนาวในวันนี้ ไม่มากถึงขนาดต้องผิงไฟ เพื่อขับไล่ความหนาวเย็นเหมือนวันคืนก่อนเก่า แต่ฉันกลับหนาวเหลือเกินในความรู้สึก ในยามที่รับรู้ว่าได้สูญเสียสิ่งที่มีค่าไปแล้ว และไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้อีก

คนเรามักมองข้ามสิ่งใกล้ตัว และไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่เคยเป็นของเรา หรือไม่เห็นประโยชน์ในยามที่ยังอยู่ชิดใกล้ จนมองข้ามคุณค่าของสิ่งนั้นไปเสมอ หากแต่เมื่อใดที่ต้องจากพรากห่างไกลกันไป หรือวันใดที่เรารู้ว่าต้องสูญเสียสิ่งนั้น เราจึงได้ตระหนักว่า แท้ที่จริงมันมีค่าสำหรับเรามากกว่าที่เราคาดคิด บางทีการใกล้กันเกินไปอาจทำให้รักห่างหายจืดจางได้ ไกลกันเกินไปอาจทำให้ทุกข์ทรมานกับการรอคอย หากขาดความพอดีไม่ว่าในเรื่องใด ก็มักจะทำให้เรามีความทุกข์ มากกว่าความสุขอยู่เสมอ การสูญเสียในบางครั้งก็จะให้บทเรียนที่ดีแก่เราได้เหมือนกัน อย่างน้อยก็ทำให้ฉันได้บทเรียนที่ดี และให้สัญญากับตัวเองว่าจะพยายามรักษาสิ่งดีดีที่ฉันมีไว้ให้นานที่สุด และให้ความสำคัญกับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน

เมื่อสายลมหนาวมาเยือนครั้งคราใด มักจะพัดพาเอาความทรงจำในคืนวันอันแสนสุขของฉันกลับมาด้วยเสมอ แม้กาลเวลาจะผ่านเลยมานานแสนนาน แต่กาลเวลาก็ไม่อาจพัดพาความทรงจำที่แสนงามให้ผ่านไปจากใจได้ ภาพความทรงจำก่อนเก่าและความความผูกพัน ระหว่างฉันกับคนของหัวใจทุกคนที่ผ่านมา จึงยังคงแจ่มชัดและปรารถนาที่จะให้วันคืนเหล่านั้นย้อนกลับมาเสมอ โดยเฉพาะในคืนวันที่ยังมีย่าอยู่เคียงข้าง

ฉันเดินย้อนกลับเข้าบ้าน ร่างที่กำลังงกๆ เงิ่นๆ เดินตามหลานตัวน้อย เพื่อป้อนข้าวก้นบาตร ทำให้นึกถึงมือเหี่ยวย่นของย่าที่ป้อนข้าวก้นบาตรให้ฉันเมื่อครั้งเยาว์วัย ภาพนั้นทำให้ตื้นตันจนอยากร้องไห้ ฉันเดินเข้าไปกอดแม่จากด้านหลัง เสียงอาทรห่วงใยของแม่ถามโดยไม่ได้หันมามองว่า หนาวหรือลูก ทำให้ฉันต้องกระพริบตาหลายครั้งเพื่อขับไล่ความรู้สึกตื้นตันที่กำลังเอ่อล้นออกมาโดยไม่มีสาเหตุ

ลมหนาวพัดพาวูบไหว
โหยหาสิ่งใดจึงไม่เห็น
ค้นหาไขว่คว้าเช้าเย็น
ไยเป็นเช่นนี้หนอใจ

ทุกสิ่งรอบข้างยังเหมือนก่อน
ไยมัวอาวรณ์อ่อนไหว
ค้นหาไขว่คว้าสิ่งใด
ก็อยู่ใกล้ใกล้แค่นี้เอง

“บ้านนา”
ธันวาคม 2543

โพสต์เรื่องเล่าตอนนี้ช้าไปสักหน่อย ด้วยสาเหตุจากการงานอันยุ่งเหยิง ถือโอกาส link ตอน 1-2 มาให้เพื่อน ๆ ที่ยังไม่เคยอ่านด้วยเจ้าค่ะ

จากคุณ : บุษบามินตรา

Comments

comments

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.