ไอ้เสือ…..หมอบ!

Number of View: 1426

สมัยหลายปีที่แล้วที่เพิ่งเข้าสู่วัยรุ่นใหม่ๆ ช่วงนั้นต้องซ้อมบอลหลังเลิก
เรียนทุกวัน หลังจากซ้อมเสร็จจะกลับบ้านทีก็ลำบาก เพราะในหมู่บ้านมีรถแค่
คันเดียว แล้วมีเวลาในการรับผู้โดยสารที่จำกัดในแต่ละวัน ช่วงเช้าสุดก็คือ รับ
พ่อค้าแม่ค้าในหมู่บ้าน นำผลผลิตที่ทำได้หรือหามาได้จากการที่มีในธรรมชาติ
ไปขายตลาดเช้าในตัวอำเภอ ส่วนเที่ยวสุดท้ายก็คือรับนักเรียนกลับจากตัวอำเภอ
(ลืมบอกไปว่าหมู่บ้านของผมห่างจากตัวอำเภอประมาณ 7-8 กม.)

หลังจากเลิกซ้อมบอลเสร็จในแต่ละวันผมต้องนั่งรถโดยสารระยะไกลที่วิ่ง
ผ่านทางเข้าหมู่บ้าน แล้วก็ต้องเดินทางเท้าเข้าหมู่บ้านอีก กิโลกว่าๆ ทำให้มี
ความยากลำบากระดับหนึ่ง

ก็เลยมีความคิดว่าถ้าเรามีจักรยานไว้ในการเดินทางสักคันก็คงดีเพราะ
เพื่อนๆที่ซ้อมบอลด้วยกันหลายๆคนก็จะมีจักรยานใช้ในการเดินทาง (สมัยนั้น
ยังไม่ค่อยมีจักรยานยนต์กัน )

ก็เลยขอพ่อได้เสือหมอบมา หลังจากนั้นมาตอนเช้าก็ปั่นจักรยานไป
โรงเรียนทุกวัน โชคดีที่จักรยานมันมีเกียร์ให้ปรับระดับเกียร์ในแต่ละช่วง
ความเร็วที่เราปั่น ถ้าเรากำลังปั่นในทางไกลที่ระดับความเร็วมาก ก็สามารถปรับ
เกียร์ให้ช่วยผ่อนแรงในการปั่น คือสามารถปั่นน้อยรอบแต่ความเร็วก็ยังสูงอยู่
ได้ ก็เลยช่วยผ่อนแรงในการปั่นได้มากเหมือนกัน เมื่อเลิกเรียนหลังจากซ้อมบอล
เสร็จก็ไม่ต้องหนักใจที่กลัวว่าจะรอรถนานหรือต้องเดินกลับบ้านอีก

พอถึงในช่วงปิดเทอมซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ผมไม่ค่อยชอบเลย
ไหนจะไม่มีเพื่อนๆเล่นไหนจะต้องคิดถึงคนที่เราแอบรักมันช่างเป็นเวลาที่
ทรมานเหลือเกิน ลองๆจากการที่ต้องมีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ลงมา

การที่ผมได้เจ้าเสือหมอบมาเป็นเพื่อนนั้น จึงทำให้ช่วงเวลาในช่วงปิด
เทอมของผมนั้นมีสีสันขึ้นมาบ้าง เพราะผมสามารถไปไหนได้ตามที่ต้องการ
ส่วนมากก็จะเป็นการเดินทางไปในที่ๆไม่เคยไป เพราะผมนั้นจะเป็นเด็กที่ไม่
ค่อยได้เดินทางไปไหนไกลๆเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าพ่อแม่จะไม่พาไป แต่ขี้เกียจไป
แต่พอมีเจ้าเสือหมอบแล้ว ใจมันกลับอยากไปทุกๆที่ที่ไม่เคยไป

การเดินทางในแต่ละครั้งจะเริ่มต้นด้วยการวางแผนก่อน อย่างน้อยๆที่
ขาดไม่ได้ในการเดินทางแต่ละครั้งก็คือ “น้ำ” เพราะการปั่นจักรยานนั้นเป็นอะไร
ที่ต้องใช้กำลังงาน พอปั่นแล้วก็เสียเหงือ แล้วก็จะทำให้หิวน้ำ สิ่งที่ต้องเตรียมต่อ
มาก็คือเงิน เงิืนนั้นเอาไว้ใช้ซื้ออาหารกินเมื่อเวลาหิว หรือเมื่อมีเหตุฉุกเฉินที่ต้อง
ได้ซ่อมรถบ้าง แต่ปัญหาในการซ่อมรถก็ไม่ค่อยได้เจอเท่าไหร่

การเดินทางของผมในแต่ละครั้งจะมีระยะทางประมาณ 20-30 กิโล
เป้าหมายเดินทางในแต่ละครั้งก็จะเป็นอำเภอข้างเคียงที่ไม่เคยไป หรือก็เป็นหมู่
บ้านตำบลที่ไม่เคยไปหรืออยากไป

มีการเดินทางอยู่ครั้งนึงที่ทำให้ผมต้องจดจำไปอีกนานแสนนานเพราะมัน
เป็นการเดินทางที่แสนสาหัสมาก

วันนั้นผมได้เล่าความคิดที่ว่าจะเดินทางไปหาเพื่อนที่อยู่ต่างอำเภอให้กับ
น้องอีกคนฟัง พอดีน้องคนนั้นอยู่ว่างๆปิดเทอมเหมือนกันแล้วก็มีจักรยานด้วย
เขาก็อยากไปด้วย จักรยานน้องเขาเป็นแบบธรรมดาแล้วสามารถมีคนซ้อนท้าย
ได้อีกด้วย แล้วก็มีน้องอีกคนที่เป็นเด็กมากบ้านอยู่ใกล้ๆกับน้องคนที่มีจักรยาน
อยากไปด้วย ผมก็ตกลง ไปหลายๆคนก็ยังดีกว่าไปคนเดียว

การเดินทางครั้งนี้ไม่เหมือนกับหลายๆครั้งที่ผ่านมาเพราะวันที่จะไปนั้น
มีเงินไม่กี่บาท แต่ก็มีการวางแผนกันล่วงหน้าเหมือนกันว่าจะกินอะไรที่ไหนยังไง
ึคือตั้งใจว่า เงินที่มีไม่กี่บาทนั้นจะเอาไปซื้อกล้วยสักหวีหนึ่ง เพื่อเกิดหิวกลางทาง
หรือไม่เกิดไปแล้วไม่เจอเพื่อนที่ตั้งใจจะไปหา เพราะการเดินทางไปในครั้งนี้
ไม่เคยได้บอกกล่าวเพื่อนคนนั้นไว้ก่อนล่วงหน้าเลย แล้วก็ตั้งใจว่าจะไปกินข้าว
เที่ยงที่บ้านเพื่อนคนนั้น

ถ้าจะว่าไปแล้วบ้านเพื่อนคนนี้อยู่ต่างอำเภอแล้วก็เป็นอำเภอที่อยู่ชายแดน
ของอำเภออีกอำเภอหนึ่่ง หรือถ้าจะว่ากันให้ถูกแล้วบ้านของเพื่อนคนนี้อยู่หลังเขา
ก็ว่าได้ เพราะอำเภอที่อยู่ชายแดนนั้นมักจะขาดการเหลียวแลจากส่วนกลาง
ความเจริญก็ยังไม่ค่อยได้เข้าไปถึงหมู่บ้านนี้นัีก ไม่ว่าจะเป็นน้ำอุปโภคบริโภค
เมื่อถึงหน้าแล้งก็จะพอมีน้ำจากบาดาลและน้ำซับที่ไหลซึมลงมาจากภูเขาให้ได้ใช้
และที่แน่ๆไฟฟ้ายังไม่เข้าไปในหมู่บ้านนี้

ผมเคยมาบ้านเพื่อนคนนี้แล้วครั้งหนึ่ง จำได้ถึงการที่ต้ัองมาอาบน้ำบาดาล
ตอนกลางคืน จำได้ถึงบรรยากาศอันเยือกเย็นของตอนกลางคืนของหมู่บ้านแห่งนี้
เพราะอยู่กลางภูเขาและป่าไม้

หนทางที่จะเข้ามาหมู่บ้านแห่งนี้เข้ามาได้สองทางคือทางหนึ่งเข้ามาได้
ในระยะทางที่ใกล้ แต่หนทางที่เข้ามานั้นต้องผ่านป่าเขาลำเนาไพร่หนทางลูกรัง
ส่วนหนึ่ง แล้วก็ทางที่เป็นดินทรายอีกส่วนหนึ่ง

ส่วนอีกหนทางหนึ่งที่สามารถเข้ามาหมู่บ้านนี้ได้นั้นจะเป็นทางลาดยาง
ส่วนหนึ่งและทางลูกรังอีกส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่ต้องผ่านป่าเขาลำเนาไพร่เหมือน
กับเส้นทางแรก แต่ระยะทางนั้นไกลกว่าเส้นทางแรกถึงสองเท่า

พวกเราเลือกเส้นทางแรกเพราะคิดว่ามันใกล้ดี การเดินทางเป็นไปด้วยดี
ในตอนสายๆของวันนั้น เราปั่นไปถึงอีกตัวอำเภอภายในเวลาไม่นานเท่าไหร่
แล้วเราก็หยุดพักกินกล้วยกัน กินน้ำ ที่เราได้นำติดตัวไปสามชีวิตกลับ
กล้วยหวีหนึ่งกินมื้อแรกไปแล้ว ก็ยังเลือกกล้วยอีกหลายลูก
พวกเราแวะเติมน้ำที่ในตัวอำเภอจำไม่ได้ว่าเป็นโรงเรียนหรือ
โรงพยาบาลเนี่ยแหละ

หลังจากพักรับประทานอาหารและหายเหนื่อยแล้วก็เดินทางต่อการเดินทาง
ในช่่วงนี้จะเป็นทางลูกรังเสียส่วนใหญ่ี ก็ยังถือว่าเดินทางได้เร็วพอสมควรเพราะ
ทางช่วงนี้จะเป็นเนินสูง สลับกับลาดเอียง ช่วงที่ต้องปั่นขึ้นเนินสูงก็เหนื่อย
เอาการอยู่เหมือนกัน แต่พอถึงช่วงที่ตอนลงเนินก็สนุกเหมือนกันทีไม่ต้องปั่น
เพราะค่อยแต่ให้รถมันลื่นไหลลงไปเอง

หลังจากนั้นอีกไม่นานเราก็ต้องเข้าสู่หนทางที่กันดารเพราะเป็นเขตชายแดน
ของอำเภอที่ขาดการเหลียวแลจากส่วนกลาง ภูมิประเทศของหนทางช่วงนี้นั้น
สองข้างทางจะเต็มไปด้วยป่าไม้ สลับกับไร่สวนของชาวบ้านในบางครั้ง ที่ทรมาน
สุดๆ เห็นจะเป็นการที่ต้องปั่นจักรยานไปในหนทางที่เป็นดินทรายล้วนๆ ทราย
ที่สามารถจะเอาก่อสร้างได้ แต่มันกลับไปอยู่บนภูเขาในป่า แล้วก็ถูกน้ำไหลชะล้าง
ให้มาอยู่บนถนนที่แสนกันดาร ในส่วนที่เป็นถนนทรายมากๆจริงๆ เราจำเป็นต้อง
จูงรถเท่านั้น กว่าจะผ่านช่วงนี้ไปได้ซึ่งมีระยะทางประมาณ 5 กิโลนั้นมันเป็นอะไร
มีสุดจะบรรยายจริงๆ แต่ผมก็จำได้ว่าผมจำเป็นต้องกลับมาใช้เส้นทางนี้ในตอน
ค่ำมืดลำพังเพียงคนเดียวอีกครั้งเพื่อกลับบ้าน เพียงแต่รถที่มาอีกครั้งนั้นเป็นรถ
จักรยานยนต์แค่นั้นเอง

ในบางช่วงของถนนก็อาจจะพบเส้นทางร้างๆเหมือนจะเคยเป็นถนนที่เคย
ใช้แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางใหม่เพราะสภาพของถนนที่ใช้อยู่นั้นไม่ไหวจริงๆ
ต้องหาเส้นทางของถนนใหม่ นานๆ จะเจอรถตุ๊กๆของชาวบ้านผ่านมาบ้าง

นานพอสมควรกว่าเราจะฝ่าเส้นทางนี้มาถึงหมู่บ้านเพื่อนผมได้ ณทางเข้า
หมู่บ้าน มองจากปลายทางป่าเขาที่เรารอดพ้นมา ทำให้มองเห็นหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ตั้งอยู่เนินเขากลางป่า อยู่อย่างเงียบสงบและสมถะ เหมือนจะไม่อยากรู้จักกับ
โลกภายนอก หรือไม่อยากรับรู้วัฒนธรรมปลิ้นปล้อนหลอกลวงจากสังคมอื่น

ครั้งแรกของการเข้ามาเที่ยวหมู่บ้านนี้ผมได้รับการเอาอกเอาใจจากหญิง
งามของหมู่บ้านแห่งนี้

แต่ในการมาครั้งนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะเป็นอย่างไร เพื่อนที่ผมต้องการจะมาหา
ยังจะอยู่หรือเปล่า

ในที่สุดพวกเราก็พาร่างกายที่เหนื่อยอ่อนจากการเดินทางไปถึงบ้านเพื่อนผม
โชคดีที่แม่และพี่สาวของเพื่อนผมยังอยู่ แต่เืพื่อนผมไม่อยู่จำไม่ได้ว่าเขาไปไหน
แม่ของเพื่อนก็หาข้าวปลาอาหารให้พวกเรากิน จนอิ่มหน่ำสำราญก็ไม่เห็นวี่แวว
ว่าเพื่อนผมจะกลับมา พวกเราก็กลัวว่าถ้าหากรอเพื่อนกลับมาพวกเราต้องกลับ
ถึงบ้านค่ำมืดแน่นอน พวกเราจึงขอตัวลาแม่เพื่อนกลับ

ในเส้นทางที่กลับนั้น เราขอไม่กลับเส้นทางที่ผ่านมาเพราะมันโหดร้าย
เหลือเกิน แต่จะขอกลับในเส้นทางที่ต้องใช้ระยะทางเพิ่มขึ้นอีกสองเท่า เรายังมี
กล้วยเหลือ เราเติมน้ำมาแล้ว เราเดินทางต่อ จากการเดินทางมาครึ่งวันของพวกเรา
มาถึงตอนนี้มันช่างเหนื่อยล้าเสียเหลือเกิน แถมระยะที่กลับถึงบ้านก็ยังอีกแสนไกล
แต่ทุกคนก็บอกกับตัวเองในใจว่า ยังไงก็ต้องกลับให้ถึงบ้าน ในระหว่างทาง ที่
เหนื่อยอ่อนก็พัก กินกล้วยที่เหลือไป กินน้ำที่เติมมาไป หายเหนื่อยก็เดินทางต่อ
ในที่สุด กล้วยของเราก็หมด น้ำของเราก็หมด แ่ต่ก็ต้องเดินทางต่อให้ถึงบ้าน
ก่อนหนทางกลับบ้านจะมืดค่ำ

น้ำเราหมดแล้ว แ่ต่พวกเราเหนื่อยเหลือเกิน หิวน้ำก็หิว แต่ระยะทางจากนี้
ถึงบ้านก็ยังอีกไกล พอดีมาถึงหมู่บ้านหนึ่่งซึ่งเราไม่เคยรู้จัก แล้วก็ไม่คุ่นเคย
เพราะไม่เคยมาที่นี่เลย มองเห็นโรงเรียนอยู่หน้าหมู่บ้าน น่าที่จะพอมีน้ำให้เราเติม
ได้บ้าง แต่เมื่อเข้าไปแล้วก็ต้องผิดหวัง เพราะโรงเรียนไม่มีน้ำ ทำไงดี ยังมีบ้าน
ของชาวบ้านที่หลังโรงเรียน เราไปขอเขากินเขาก็น่าจะให้ ก็เลยตัดสินใจไปขอน้ำ
เขากิน ชาวบ้านนั้นก็ใจดี เขาคงเห็นสภาพว่าเราก็เหนื่อยอ่อนและหิวน้ำจริงๆ
เขาไปตักน้ำให้ และเติมน้ำให้เรา แต่ดูตามสภาพแล้ว น้ำฝนที่เขาเตรียมไว้กินใน
หน้าแล้งในโองเล็กๆเพียงไม่กี่ใบ ของเขาก็คงอยู่ไม่พ้นหน้าแล้งแน่นอน ถ้า
ทางการไม่ไปช่วยเหลือ เขาก็คงต้องหาน้ำบ่อมากินในหน้าแล้งแน่นอน

เราแสดงควาบขอบคุณต่อผู้มีน้ำใจให้น้ำเรากินแล้วก็เดินทางต่อ
ด้วยสภาพที่ิอิดโรยแสนจะอ่อนล้า แต่ก็ต้องเดินทางต่อให้ถึงหมู่บ้านก่อนตะวัน
จะตกดิน ไม่งั้นเราจะมองไม่เห็นทางกลับบ้านแน่นอน

เหลือระยะทางกลับบ้านอีกประมาณ 3-4 กิโล แ่ต่สภาพตอนนี้ตะวันตก
ดินแล้ว เรารู้กันอยู่ว่า ถ้าเราเดินทางไปทางลัดนี้พวกเราจะย่นระยะทางได้ประมาณ
2 กิโล แต่เราต้องจูงรถข้ามทุ่งนา และห้วย พวกเราปรึกษากันจะเอาไงดี

ในที่สุดก็ตัดสินใจเดินทางลัดดีกว่า อาจจะต้ัองจูงรถยกรถก็ไ่ม่เป็นไรและ
แล้วเราก็กลับบ้านถึงบ้านด้วยการข้ามทุ่งข้ามห้วยมาถึงบ้านในสภาพที่ทุลักทุเล
และเหนื่อยอ่อน พอกลับมาถึงบ้านสิ่งที่เราไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอยู่ที่หมู่บ้านแล้ว
คือ พ่อแม่ของพวกเราทั้งสามคน ต่างเป็นเดือดเป็นร้อน เพราะหายกันไปเป็นวัน
โดยไม่บอกกล่าวว่าไปไหน ค่ำมืดแล้วก็ยังไม่กลับบ้าน ตามหากันทั่วหมู่บ้านก็ไม่เจอ
กลับถึงบ้านเราก็โดนด่ากันไปตามๆกัน แต่พวกเราไม่มีแรงมาฟังหรอก เพราะ
อ่อนล้าเหลือเกิน

จากคุณ : Lithium Carbonate – [ 29 เม.ย. 46 20:06:43 ]

Comments

comments

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.