การเดินทาง

Number of View: 1036

(เรื่องนี้เขียนเมื่อปี ๒๕๔๖)

ในช่วงต้นเดือนที่มีวันหยุดหลายวันที่ผ่านมานั้น ผมได้มีโอกาสไป
งานบวชของเพื่อนสนิทคนหนึ่งมา ก็ได้เจอหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากจะมาเล่า
ให้ฟัง

ขอเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่หลังเลิกงานของวันที่ 30 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของ
เดือน เหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลายต่างก็ยิ้มแย้มแจ่มใสกัน ไหนจะวันต่อมาที่
เป็นวันหยุดที่เป็นวันแรงงานแห่งชาติ

ตอนแรกเพื่อนๆพี่ๆที่ทำงานก็ตกลงกันว่าจะไปฉลองใหญ่กัน แต่หา
สถานที่ไม่ได้เพราะอยากได้ที่ที่เป็นคาราโอเกะห้องใหญ่ๆ แต่ไปหาที่ไหนก็
มีแต่เต็ม แล้วก็เต็มทุกที่ ก็เลยตกลงกันว่าเอาเป็นฉลองเล็กๆก็แล้วกัน ก็เลยตกลง
กันไปที่ สิบสามเหรียญใกล้ๆที่ทำงานแล้วกัน โปรแกรมเหม่อเจ้าเก่าของเรา
ก็ได้ แจ๊คแดเนี่ยลขวดลิตรมา ก็เลยหวานคอแร้งพวกเราไปตามๆกัน

เกือบสามทุ่มผมก็ต้องขอตัวกับทุกคนกลับก่อนเพราะเพื่อนๆที่จะไปงาน
บวชของเพื่อนรอจะออกเดินทางกันแล้ว แต่เหล้าขวดลิตรที่มีรสชาติน่าพิศมัย
ของเรายังหมดไม่ถึงครึ่งขวดเลย แต่ก็ต้องตัดใจกลับก่อน

มาถึงที่ห้องเพื่อนๆก็เตรียมตัวกันเรียบร้อยแล้วรอแต่เราคนเดียว วันนั้น
ก็เลยเป็นว่าไม่ได้อาบน้ำก่อนออกเดินทางเลยได้แต่จัดกระเป๋าเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่นาน
นักก็ได้ออกเดินทางกัน

ก่อนออกเดินทางก็เติมน้ำมันให้รถ แล้วก็คนเป็นไฮเนเก้นขวดเล็กคนละ
ขวด 4 คน บรรยากาศการเดินทางในกรุงเทพรถก็ไม่ค่อยติดเท่าไหร่แต่พอถึง
วงแหวนรอบนอกก็พอจะสังเกตุเห็นได้ว่า รถเริ่มเยอะ คงจะเดินทางกลับบ้าน
เพราะมีวันหยุดหลายวัน แต่ก็ถือว่าไม่ค่อยติด

สิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในตอนกลางดึกประมาณช่วง เที่ยงคืนหรือ
ตีหนึ่งก็เกิดขึ้น ก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ปรากฏว่าเกิดการจราจรติดขัดกลางทาง
กลางป่าเขา ช่วงประมาณลำตะคลองเห็นจะได้ รถนั้นแถวยาวเหยียดเป็นหลาย
กิโลเลย ติดนานไม่ต่ำกว่า 30 นาทีเห็นจะได้ เหตุผลของการติดก็คือเส้นทาง
ของการจราจรเป็นคอขวด นั่นคือจากการที่เส้นทางหลายๆเส้นทาง แต่เกิดการ
ปรับปรุงเส้นทางในช่วงนั้นทำให้เหลือเส้นจราจรเพียงเส้นเดียว ก็เลยทำให้
เกิดการติดขัด

ขับมาได้นานพอสมควรถึงโคราช เพื่อนคนขับของเราก็ไม่ไหวแล้วก็เลย
จอดแวะพักที่ปั๊มก่อนสาเหตุที่ไม่ไหวก็ไม่ใช่อะไรที่ไหนหรอก ก็วันๆเขาเดิน
เท้าเป็น สิบๆกิโล บางครั้งก็ 2-3 วันติดต่อกัน ไม่ได้กินข้าวกินปลาเป็นวันๆก็ยัง
เดินได้ ไม่รู้จะเล่นไปทำไมนักหนากับไอ้สนุกเกอร์

ตอนนั่งพักที่ปั๊มโปรแกรมเหม่อของเราก็โทรมารายงานว่าตอนนี้ทุกคน
สนุก มากที่ร้านคาราโอเกะร้านเดิมที่เคยไป เพราะหาร้านไหนไม่ได้อีกแล้ว
มีพี่บางคนปล่อยแก่ แย่งไมค์กันสนุกสนานกันมาก ไอ้เราก็เสียดายมาก ถ้ารู้ว่า
จะไปกัน ก็คงให้เพื่อนเลื่อนออกเดินทางไปงานบวชเป็นตอนเช้าน่าจะดี

แต่ก็ทำใจ หวังไว้ว่าคงจะมีโอกาสหน้าไปกันใหม่ เพื่อนคนขับที่พัก
ว่าจะนอนกลายเป็นนอนไม่หลับ ต้องหาเบียร์มากินกันต่อ ไหนก็นอนไม่หลับ
ก็ไปกันต่อดีกว่า ก็เลยได้เสบียงเป็นขนมเป็นเบียร์มาอีกเพียบ

ถึงทางแยกจากถนนมิตรภาพจะเข้าไปทางบุรีรัมย์แล้ว ถนนจะเหลือแค่
สองเลนจากสี่ช่องทางจราจร ก็เลยต้องทำให้เพิ่มความระมัดระวังในการขับ
เพิ่มขึ้น ช่วงนี้จะเริ่มสังเกตุเห็นว่ารถที่สวนทางกับเรานั้นเริ่มน้อยลงน้อยลง
พวกเรามายิ่งใกล้ยิ่งเพิ่มสังเกตุเห็นความเงียบและวังเวงของราตรีกาลมากขึ้น
เพื่อนเราคนหนึ่งก็หลับไปแล้วเพราะฤทธิ์ของเบียร์หรือว่าง่วงนอนก็ไม่รู้
แต่ไม่ต้องห่วงกับขานี้หรอกเพราะไปไหนมาไหน เขาก็หลับได้ตลอด
ไม่สนว่าฟ้าจะถล่มดินจะทลายขอให้ได้หลับตานอนเป็นพอแล้ว ผมกับเพื่อนอีก
คนก็พยายามฝืนตาข่มตานอนไม่ให้หลับเพื่อที่จะอยู่เป็นเพื่อนคนขับ

ยิ่งมาไกลยิ่งเริ่มไม่มั่นใจว่าเราเดินทางกันมาถูกทางหรือเปล่า เพราะมอง
ไปทางไหนมันก็มืดไปหมด มองไม่เห็นบ้านผู้คน พวกเราก็เริ่มใจเสียมานิดๆ
แต่ก็ยังมีหวังว่าเราจะไม่หลงทางกัน

แล้วเราก็ไม่หลงจริงๆเมื่อมาถึงอำเภอของบ้านเพื่อนที่จะบวชแต่ยังไม่รู้
จะเข้าไปบ้านเพื่อนยังไงก็เลยหยุดลงแวะข้างทางเพื่อพักผ่อนอิริยาบถหลังจาก
ที่นั่งเหนื่อยมานานแสนนานตอนนั้นประมาณตีสี่เห็นจะได้ มองขึ้นไปบนฟ้า
เห็นแต่ดาวอยู่เต็มท้องฟ้า อากาศก็แสนจะสดชื่น แถมยังมองเห็นเส้นทางช้าง
เผือกอย่างชัดเจน ในรอบหลายๆปี ที่ไม่ได้เห็นมานานเพราะในกรุงเทพนั้น
วันนึงๆจะมองหาดาวสักดวงก็ยังยาก ที่ว่าจะให้เห็นทางช้างป่าช้างเผือกอะไร
ก็ไม่เป็นต้องหวังอะไรเลย

นอกจากเห็นทางช้างเผือกหรือกาแลคซี่ทางช้างเผือกแล้วก็ยังเห็นกลุ่ม
ดาวต่างๆมากมาย ในสมัยที่เคยเรียนลูกเสือ แต่ก็จำไม่ได้ว่าเป็นดาวหมีเล็กหรือ
ดาวหมีใหญ่

หลังจากนั้นก็เดินทางต่อพร้อมสอบถามเส้นทางเข้าหมู่บ้านของเพื่อน
เพื่อนก็บอกว่าออกจากตัวอำเภอประมาณ 4 กิโลจะเห็นเส้นทางเข้าหมู่บ้านของ
เพื่อน ส่วนชื่อหมู่บ้านนั้นเพื่อนเสือกไม่ยอมบอก แล้วมันจะให้พวกตูเข้าไปถึงได้
ยังไง ดึกป่านนี้แล้วมันยังมีอารมณ์มาเล่นมุขกับพวกเรา เพราะมาถึงขนาดนี้
พวกเราก็จะตายกันแล้ว ถ้ามันไม่ยอมบอกจริงๆ จะให้กลับก็ยังได้เลย

ในที่สุดมันก็ยอมบอกชื่อหมู่บ้าน ชื่ออะไรก็ไม่รู้ กู่ ก่า อะไร ภาษายังกับ
ภาษากะเหรี่ยง เราก็มองๆ หา สักพักก็เจอ ชื่อหมู่บ้านกู่กาสิงห์ เออ ค่อยพอน่า
ฟังหน่อยไม่ออกแนวกะเหรี่ยงเท่าไหร่ระยะทางเข้าหมู่บ้านป้ายจราจรบอกไว้ว่า
9 กิโล ก็ยังดีที่ถนนเป็นทางลาดยาง ไปได้ไกลสักพัก ก็เห็นหมู่บ้านเห็นชื่อ
โรงเรียนอะไรสิงห์ๆเนี่ยล่ะ เราก็นึกว่าถึงแล้ว ตอนนั้นเวลาก็เกือบจะตีห้าแล้ว
ก็มีคนตื่นขึ้นมาบ้างแล้ว พวกเราก็เลยจอดรถถามลุงเช้าบ้านคนนึงดู ว่ารู้จักบ้าน
เพื่อนพวกผมชื่อนี้ ชื่อนี้หรือเปล่า บอกชื่อออกไปลุงก็ไม่รู้จัก ทั้งชื่อเล่นชื่อจริง
นามสกุล ก็ยังไม่รู้จัก ลุงแกก็เลยถามว่าชื่อบ้านที่เรามาหาว่าชื่อบ้านอะไร
พวกเราก็บอกว่า กู่กาสิงห์ ลุงแกก็เลยบอกว่าและชี้มือไปข้างหน้าว่า “พู้นนนน”
แสดงว่าระยะทางที่เราจะต้องไปนั้นยังอีกไกลพอสมควร มองดูสองข้างทาง
สุดลูกหูลูกตามีแต่ทุ่งนาที่แห้งแล้งและว่างเปล่า

นี่แหละหรือที่เขาเรียกว่าทุ่งกุลาร้องไห้ ช่างสมชื่อเสียนี่กระไร เพราะ
ขืนเอาผมมาปล่อยไว้กลางทุ่งสุดลูกหูลูกตาอย่างนี้ผมก็มีหวังร้องไห้เหมือนกัน
เพราะมันแห้งแล้ง แล้วก็ไม่มีจุดหมายเหลือเกิน

ในที่สุดหลังจากเราข้ามสะพานของแม่น้ำสายหนึ่งชื่ออะไรก็ไม่รู้ ก็มาถึง
หมู่บ้านกู่กาสิงห์ แล้วบ้านเพื่อนผมก็อยู่ต้นๆของหมู่บ้านนั่นเอง

ก็เห็นชาวบ้านกำลังเตรียมงานเตรียมการกัน พวกเราก็เข้าไปสวัสดี
พ่อกับแม่ของเพื่อนแล้วก็ขึ้นไปนอนก่อนเพราะสภาพแต่ละคนไม่ไหวแล้ว
เพราะเหนื่อยจากการเดินทางมาก

ได้นอนประมาณตีห้า แล้วก็ตื่นขึ้นมาประมาณ เกือบจะสามโมงเพราะ
ข้างล่างเริ่มมีเสียงผู้คนมากมายแล้วนอนไม่หลับแล้วก็เลยตื่นขึ้นมา ก็ไปทำการ
ล้างหน้าล้างตา สักพักก็เห็นแฟนของเพื่อนที่จะบวชมากับน้องชายแล้วเพื่อนของ
เราก็แนะนำให้รู้จักกับพ่อของแฟน ที่มากับแฟนด้วย แล้วพวกเราก็ไปนั่งกับ
พ่อของแฟนเพื่อนนั่นแหละ

และแล้วการสนทนาอันยาวนานก็เริ่มขึ้น พวกเรานั่งคุยกันกับพ่อของแฟน
เพื่อนจาก 9 โมงเช้า จนถึงบ่าย 3 โมง มีเรื่องราวต่างๆมากมายที่เขาได้นำมา
ถ่ายทอดให้พวกเราได้รู้และได้ฟัง พวกเรานั่งจิบเบียร์ไป สนทนาไป แต่พ่อแฟน
เพื่อนไม่กินเหล้ากินเบียร์กินแต่น้ำเปล่า พวกเราเรียกท่านว่า ป๋า ตามเพื่อนที่เขา
เรียก

ป๋าเป็นผู้ใหญ่ อายุประมาณ 50 เกือบ 60 เห็นจะได้ ท่านเป็นนักธุรกิจ
ทำการค้าขาย มีความเป็นผู้นำ รักเพื่อนฝูงแล้วลูกน้อง ท่านก็ถือว่าฐานะรวยใช้
ได้ แต่ทำตัวติดดิน แล้วก็มีหัวใจที่เป็นวัยรุ่นมาก เป็นคนที่เห็นความสำคัญ
และรู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้ในชีวิตประจำวัน และธุรกิจ ท่านเป็นนักทดลอง
เป็นนักวิทยาศาสตร์โดยไม่รู้ตัว ลงมือปฏิบัติงานจริงให้ลูกน้องเห็นได้
แล้วก็รู้ลึกซึ้งในงานที่ท่านทำและเกี่ยวข้อง แล้วก็อีกในหลายด้านที่ท่านมีความ
สนใจ

ท่านสอนพวกเราถึงเรื่องการคบกับคน การทำธุรกิจกับคนว่าจะควรจะทำ
อย่างไรธุรกิจจึงจะไปได้ดี สอนว่าควรจะนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างไร
แล้วคนที่ไม่นำเทคโนโลยีมาใช้นั้นเสียเปรียบอย่างไร

ป๋าเป็นคนที่รู้จักผู้คนมากมายทั้งคนใหญ่คนโต และคนเล็กๆ ป๋าสอนให้
รู้จักประโยชน์ของการคบคนนั้นมีประโยชน์อย่างไรและควรทำอย่างไร ท่านเป็น
และเคยเป็น ประธานชมรม สมาคมหลายๆอย่าง

ต้องยอมรับว่าคุยกับท่านแล้วได้ประโยชน์นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้
และต้องยอมรับว่าท่านเป็นคนที่คุยเก่งมาก

เมื่อถึงเวลาบ่าย 3 โมงพิธีการแห่นาคก็จะเริ่มขึ้นแล้ว ฝ่ายดนตรีมโหรีก็
มาพร้อมแล้ว เพื่อนบอกว่าจะใช้ระยะทางในการแห่นาคประมาณ 3 กิโล
โอ้มายกอด แถวหมู่บ้านผม แค่ กิโลกว่าๆก็พอแล้ว ก็เลยปลอบใจเพื่อนๆคนอื่นว่า
ไม่ถึงหรอก 3 กิโลน่ะ จะเดินกันไปได้ยังไง แค่ประมาณ กิโลเดียวก็คงพอมั้ง

และแล้วการเดินทางเท้าที่ยาวนานก็เริ่มขึ้น พวกเราเตรียมสัมภาระที่
เป็นเบียร์ไว้เรียบร้อยคนละถังเล็กๆเตรียมน้ำแข็งเรียบร้อย ถ้าหมดก็มีก็มีไว้ให้
เติมที่รถสัมภาระที่ไปกับขบวนแห่นาค

วงดนตรีพร้อมเสบียงพร้อมนาคพร้อม พ่อแม่นาคพร้อม แฟนนาคก็
พร้อมถือหมอนเรียบร้อย ขบวนแห่นาคก็เริ่มขึ้น

เสียงดนตรีนั้นเร้าใจมากจนเพื่อนผมทนไม่ไหวต้องไปร่วมฟ้อนรำกับ
ชาวบ้าน ก็สนุกสนานกันไป เดินมาได้เกือบกิโลแล้วแต่ดูเหมือนว่าเราจะยังมอง
ไม่เห็นที่สิ้นสุดเลย แถมมองไปข้างหน้าก็ยังไม่เห็นว่าจะได้ครึ่งทางแล้วเลย
สงสัยจะเป็น 3 กิโลอย่างที่เพื่อนเราบอกจริงๆ “3 กิโลก็ 3 กิโลว่ะ ไหนๆก็เดิน
มาแล้วนี่” ขบวนฟ้อนรำยังสนุกสนาน ขบวนแห่นาคเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ
นาค กับพ่อแม่ของนาคนั้น นั้งอยู่บนรถบิคอัพคันหน้าสุด ส่วนรถคันต่อมาก็จะ
ญาติแล้วก็พระ ส่วนต่อมาก็จะเป็นขบวนเดินเท้า และขบวนฟ้อนรำ

เดินทางมาได้ 3 กิโลแล้วแต่ก็ยังไม่เห็นจุดหมายปลายทาง “เอ๊ะ มัน3
กิโลอะไรกันเนี่ย” ก็เลยถามเพื่อนเพื่อนก็เลยว่า เราเดินทางมาได้ครึ่งทางแล้วล่ะ
ใจเย็น ๆ และแล้วเราก็กลับมาถึงที่เดิมคือจุดเริ่มต้นขบวนโดยไม่รู้ตัว ระยะทาง
ทั้ง 6-7 กิโลเห็นจะได้ เราวนกลับมาที่เดิม เพราะเราเดินทางเกือบรอบหมู่บ้าน

เกิดมายังไม่เคยเห็นหมู่บ้านที่ใหญ่โตมโหฬารกลางทุ่งอันแห้งแล้งอย่าง
นี้เลย คำนวณดูจำนวนหลังคาเรือน เกือบๆพัน หรือมากกว่าพันหลังคาเรือนเห็น
จะได้ จนทางราชการต้องปรับฐานะให้เป็นเขตเทศบาล “อืมม สมควรๆแล้วล่ะ”

หลังจากเสร็จการแห่นาค ป๋าซึ่งนั่งรถตามหลังท้ายขบวนตลอดจึงขอตัว
กลับ กับลูกๆ เพราะกลัวจะเดินทางค่ำมืดพวกเราก็มานั้งพักผ่อนกัน จนตะวัน
เกือบจะลับขอบฟ้าแล้ว

ตะวันลับฟ้าไปแล้ว เพื่อนๆผมก็ไปนอนพักเอาแรงกันแล้ว แต่ผมยังไม่
อยากจะนอนคนที่มางานก็ทยอยๆ กลับบ้านกันหมดแล้ว ผมเห็นว่าบรรยากาศ
ที่ก่อนเข้าหมู่บ้านที่เป็นสะพานข้ามแม่น้ำ ซึ่งมารู้จากเพื่อนภายหลังว่าชื่อ
ลำน้ำเสียว บรรยากาศคงจะดีจึงคิดออกไปเดินเล่น คิดได้ดังนั้นก็ออกไปเลย

เส้นทางที่เข้าหมู่บ้านนี้เป็นทางที่ทำขึ้นมาถึงหมู่บ้านนี้โดยตรง สุดท้าย
ปลายทางก็ที่นี่ จึงไม่ค่อยมีรถวิ่งเข้าออกมากมายเหมือนกับหมู่บ้านอื่นๆที่เป็น
ทางผ่าน ผมเดินไปคนเดียว บรรยากาศเงียบมาก จนเกือบจะได้ยินเสียงหายใจ
ของตัวเอง นานมากแล้วที่ผมไม่ได้มาอยู่ในบรรยากาศแบบนี้

เดินไปเรื่อยๆ ตามถนนจนมาถึงที่สะพานข้ามลำน้ำเสียว ช่างเป็นอะไรที่
สวยงามจริงๆ แต่ตอนนั้นก็เกือบจะมืดแล้ว คิดๆไปก็น่ากลัวเหมือนกัน เพราะมัน
ไม่มีใครเลยจริงๆ เหมือนกับผมอยู่คนเดียวในโลก เดินไปอยู่กลางสะพานที่มี
ทางให้คนเดินอยู่ด้านข้าง มองลงไปในลำน้ำเสียว น้ำนั้นนิ่งมาก แต่ไม่น่าจะมี
การไหลลึก เพราะช่วงนี้ก็เป็นปลายหน้าแล้งไม่ใช่น่าฝนอะไร คงไม่มีน้ำให้มา
ไหลลึกแน่นอน อาจจะมีตกมาบ้างในช่วงนี้แต่ก็ไม่น่าจะเพียงพอสำหรับให้ไป
ไหลลึก

หลังจากเสพอากาศ และบรรยากาศอยู่นานพอสมควรก็เลยกลับ กลับมา
อาบน้ำแล้วก็เข้านอน เพราะพรุ่งนี้ต้องเดินทางกลับ แต่เห็นว่าพิธีการบวชยังไม่
จบเลยเพราะนาคยังไม่ได้บวชเป็นพระ พิธีการบวชจะเริ่มมีขึ้นในช่วง ตี 4 ของ
วันพรุ่งนี้ “เออ คนแถวนี้เขาก็ทำอะไรแปลก แตกต่างจากที่อื่นดีเหมือนกัน” แต่
ก่อนนอนก็คุยกับเพื่อนที่ตื่นขึ้นมา แล้วก็มาคุยอยู่นานพอสมควรเที่ยงคืนกว่าๆ
เห็นจะได้

เช้าตื่นขึ้นมาเขาทำพิธีอะไรเสร็จเรียบร้อยหมดแล้วเพื่อนเราบวชเป็นพระ
ห่มผ้าสีเหลืองตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วก็ไม่รู้ หลังจากนั้นก็ช่วยกันเก็บข้าวของที่นำมา
ใช้ในงานพิธีให้เข้าที่เข้าทางหลังจากนั้นก็ลาพ่อลาแม่พระรวมทั้งพระเดินทาง
กลับ เพื่อที่จะไปบ้านเพื่อนอีกคนนึง

Comments

comments

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.